นักวิทย์ฯ จากฮาวาร์ดและหลายสถาบันยืนยัน กินขี้มูก เป็นเรื่องดี!! เผยสรรพคุณของมันที่เราคาดไม่ถึง!! (แก้ไข, สถิติ)

         จาม.com -  แน่นอนว่าเวลาเห็นใครกินขี้มูกแล้วเป็นต้องร้องอี๋!! แต่ใครจะไปคิดว่า "ขี้มูก" นี้แหละมีสรรพคุณที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ!! และได้รับการยืนยันแล้วจากนักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันชื่อดัง!!

Advertisement

     เว็บไซต์ Telegraph รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบัน รวมถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) กล่าวสนับสนุนให้พ่อแม่ไม่ควรกีดกีดกั้นลูกๆตัวเองกับพฤติกรรมเคะจมูกและเอาขี้มูกเข้าปาก เพราะ ขี้มูกนี้แหละ!! เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่อุดไปด้วยแบคทีเรียชั้นดี 

(Photo credit: Wiki common)

       จากบทความที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกัน กล่าวว่า การกินน้ำมูกสามารถช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายที่มาเกาะติดตามฟันของเราได้ ป้องการการติดเชื้อในทางเดินหายใจ แผลในกระเพาะอาหาร และแม้แต่โรค HIV อะไรจะสรรพคุณดีจนน่าขนลุกขนาดนี้!!

(Photo credit: ladyleeshome.com)

   โดยในตอนนี้นักวิจัยถึงกับขั้นกำลังทดลองสร้างยาสีฟันและหมากฝรั่งที่มีสารสกัดมาจากน้ำมูกเอาในการรักษาสุขภาพฟันเอาไว้แล้วด้วย!!

(Photo credit: blog.dentalplans.com)

Advertisement

      ศาสตราจารย์ Scott Napper จากภาควิชาชีวเคมีมหาวิทยาลัย  Saskatchewan ของแคนาดา กล่าวว่า "มันเป็นธรรมชาติของเราในการเลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป (รวมถึงพฤติกรรมการเลือกทานอาหาร) ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่คุณเคะจมูกและกินขึ้มูกตัวเอง ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน"

(Photo credit: Pinterest)

   ทางด้านศาสตราจารย์ Friedrich Bischinger ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดของออสเตรเลีย ยีนยันว่า คนที่เคะขี้มูกมากินเป็นคนที่สุขภาพดี มีความสุข และมีเข้าใจร่างกายตัวเองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับขี้มูกแห้ง ที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพราะจมูกของเราก็ตัวขั้นกรองแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายเ และเมื่อกินมันเข้าไปจนไปรวมกับลำไส้ มันก็เหมือนกับเป็นยาขนานดี

 

   ได้ยินแบบนี้ เห็นใครเคะขี้มูกมากิน ก็คงจะอี๋ไม่ได้แล้ว!! เพราะในอนาคตก็คงจะมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากทั้งยารักษาโรคที่สกัดส่วนผสมมาจากน้ำมูกของมนุษย์นี้แหละ ในรูปแบบที่เราสามารถบริโภคได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจกันมากขึ้น ในระหว่างนี้ก็คงต้องลองฝืนใจเคะขี้มูกมากินกันไปก่อน

 

 ขอบคุณข้อมูลจาก Telegraph

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

ติดตามเราจากช่องทางอื่นๆ